|
ข้อมูลสำคัญของคุณบนฮาร์ดดิสก์จะเป็นอย่างไรหากฮาร์ดดิสก์ที่ใช้อยู่เกิดมีปัญหา
นอกจากนี้ CHIP
ยังจะบอกให้คุณทราบถึงแนวทางการป้องกันการสูญหายของข้อมูลด้วย
ภายในฮาร์ดดิสก์นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เป็นกลไกและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
ดังนั้นจึงก็มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายหรือทำงานผิดพลาดได้ตลอดเวลา
และหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว
สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนก็คือการไม่สามารถเข้าถึงไฟล์งานหรือแอพพลิเคชันใดๆ
ได้อีก ดังนั้น CHIP
จะมาแนะนำถึงวิธีที่คุณจะสามารถป้องกันข้อมูลจากการสูญหาย
รวมถึงวิธีที่จะสามารถกู้ข้อมูลที่สูญหายไปให้กลับคืนมาได้
ฮาร์ดดิสก์คือองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับเครื่องพีซี
เพราะฮาร์ดดิสก์จะทำหน้าที่ในการเก็บเอกสาร ไฟล์งานต่างๆ
แอพพลิเคชันทั้งหมด
รวมถึงระบบปฏิบัติการวินโดว์สซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับการควบคุมและการทำงานร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด
หากคุณเก็บข้อมูลสำคัญสำหรับธุรกิจหรืองานเอาไว้บนฮาร์ดดิสก์และต้องพบกับปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดกับฮาร์ดดิสก์โดยไม่คาดคิด
ลองจินตนาการว่าปัญหานั้นจะน่ากลัวเพียงไร
หากวันหนึ่งเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วพบข้อความแจ้งว่า
“Hard disk install failure” หรือ “Primary master hard
disk fail” ข้อมูลทุกอย่างของคุณอาจหายไปในพริบตา
แต่อย่าเพิ่งตกใจ
เพราะยังพอมีความหวังที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นกลับคืนมาได้
ความลับที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ก็คือ
ข้อมูลทุกอย่างมักจะยังถูกเก็บไว้อย่างสมบูรณ์บนฮาร์ดดิสก์
เพียงแต่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้เพราะปัญหาเกี่ยวกับดัชนีของดิสก์
(Disk Index)
ซึ่งทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลว่ามีข้อมูลอะไรถูกบันทึกอยู่บนฮาร์ดดิสก์บ้าง
และเมื่อ Disk Index มีปัญหา
ก็จะส่งผลให้ผู้ใช้ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลจริงๆ
ที่ถูกเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสก์ได้
โชคดีที่ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ข้อมูลที่สามารถกู้ข้อมูลต่างๆ
ของคุณกลับคืนมาได้
แต่โชคร้ายก็คือสนนราคาสำหรับค่าบริการในการกู้ข้อมูลนั้นบางครั้งอาจไม่คุ้มกับข้อมูลที่สูญหายไป
คำแนะนำและเทคนิคต่างๆ
ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันปัญหาเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ได้
หรือในกรณีที่คุณไม่สามารถเข้าไปใช้งานข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ได้
เราจะแนะนำให้รู้จักกับซอฟต์แวร์ที่สามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาให้คุณได้
ค้นหาสาเหตุ : ฮาร์ดดิสก์เสียหายได้อย่างไร?
มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหายได้
ไม่ว่าจะเป็นไวรัส ปัญหาเรื่องไฟตก
การทำงานผิดพลาดของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์
ความผิดพลาดจากการใช้งานของผู้ใช้เอง
หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการก่อวินาศกรรมต่างๆ
และเพื่อให้เข้าใจกับลักษณะปัญหาในรูปแบบต่างๆ
ที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น
เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานภายในของฮาร์ดดิสก์รวมถึงโครงสร้างและวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลเสียก่อน
ฮาร์ดดิสก์จะถูกออกแบบมาให้อยู่ในกล่องเหล็กที่ถูกปิดผนึกอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปรบกวนการทำงานของฮาร์ดดิสก์
แนะนำว่าไม่ควรทดลองเปิดผนึกส่วนต่างๆ ของฮาร์ดดิสก์ออก
เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณเสียได้เช่นกัน
หลักการทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้น
แผ่นจานแม่เหล็กจะถูกยึดอยู่กับแกนหมุนตรงกลางซึ่งจะเชื่อมต่อเข้ากับมอเตอร์
และหัวอ่าน-เขียนจะถูกยึดอยู่กับแขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้
โดยฮาร์ดดิสก์จะหมุนอยู่ตลอดเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่
โดยจะหมุนด้วยความเร็ว 5,400 หรือ 7,200 รอบต่อนาที
วิเคราะห์ปัญหา : ความเสียหายทางด้านกายภาพ
การทำงานของเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้น
หัวอ่านจะสัมผัสกับพื้นผิวของแผ่นเสียง
เพื่อที่จะแปลงข้อมูลจากร่องเล็กๆ ให้ออกมาเป็นเสียง
แต่สำหรับการทำงานของฮาร์ดดิสก์แล้ว หัวอ่าน-เขียนจะไม่ได้สัมผัสกับแผ่นจานแม่เหล็กโดยตรง
แต่หัวอ่าน-เขียนนี้จะเลื่อนไปมาโดยมีระยะที่ห่างกับพื้นผิวของแผ่นจานแม่เหล็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
บริเวณพื้นผิวของแผ่นจานแม่เหล็กจะมีสารแม่เหล็กเคลือบอยู่
ซึ่งข้อมูลต่างๆ
ทั้งหมดจะถูกเก็บบันทึกไว้โดยการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารแม่เหล็กเหล่านั้น
สำหรับการอ่านข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่นั้น
ก็จะใช้วิธีการตรวจสอบสถานะของสารแม่เหล็กในบริเวณดังกล่าว
โดยหัวอ่าน-เขียน
จะทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ด้านบนของพื้นผิวนั่นเอง
หากมีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น ทำให้หัวอ่าน-เขียนไปสัมผัสโดนแผ่นจานแม่เหล็ก
จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาใหญ่คือ
ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่จะเกิดความเสียหาย
เนื่องจากแผ่นจานแม่เหล็กนั้นจะหมุนด้วยความเร็วสูง
ดังนั้นหัวอ่านที่สัมผัสกับพื้นผิวของจานแม่เหล็กก็จะทำลายพื้นผิวและข้อมูลต่างๆ
จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือ “ฮาร์ดดิสก์เสีย”
แน่นอนว่า
หากแผ่นจานแม่เหล็กที่อยู่ภายในถูกทำลายโดยการเผาไฟ
หรือน้ำท่วม หรือถูกทำลายด้วยความจงใจหรือวินาศภัยแล้ว
ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเก็บอยู่ก็จะสูญหายไปด้วยเช่นกัน
ส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่บนฮาร์ดดิสก์ เช่น มอเตอร์ หัวอ่าน
แขนกล และแผงวงจร
ก็อาจจะเกิดความเสียหายทางด้านกายภาพได้เช่นกัน
ชิปที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์หรือหัวอ่านอาจจะเกิดความเสียหายจากปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก
แต่อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถเปลี่ยนทดแทนได้
โดยที่ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่บนจานแม่เหล็กยังคงอยู่เหมือนเดิม
ดังนั้น คุณจึงสามารถนำข้อมูลกลับคืนมาได้เช่นกัน
สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายในฮาร์ดดิสก์นั้น
จะต้องเปิดผนึกฮาร์ดดิสก์ออกมา ซึ่งจะต้องทำภายใน Clean
Room เท่านั้น และขั้นตอนต่างๆ
เหล่านี้จะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเท่านั้น
เสียหายจากภายใน : ความเสียหายแบบโลจิคอล
โครงสร้างทางด้านโลจิคอลของฮาร์ดดิสก์จะหมายถึงวิธีการในการบริหารการจัดเก็บข้อมูลที่อยู่บนฮาร์ดดิสก์
ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ
กับการจัดโครงสร้างของข้อมูลภายในหนังสือ
ซึ่งเมื่อคุณเปิดหนังสือขึ้นมา ก็จะพบกับส่วนของสารบัญ
และข้อมูลจริงๆ ที่อยู่ข้างในหนังสือ
โดยสารบัญนั้นจะเป็นเครื่องบ่งบอกว่า
คุณจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงที่ถูกเก็บอยู่ในหนังสือได้ในหน้าใด
สำหรับการทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้น จะมีการแบ่งพื้นที่เป็น
System Area (คล้ายๆ กับสารบัญของหนังสือ) และส่วนของ Data
Area (เสมือนเป็นเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือ)
ซึ่งทำการเก็บข้อมูลที่เป็นไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆ
ทั้งหมดอย่างแท้จริง
ในขณะที่คุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์อยู่นั้น
คุณอาจจะสร้างเอกสารต่างๆ มากมาย
หรือทำการติดตั้งแอพพลิเคชันเพิ่มเติมอีกหลายตัว
แอพพลิเคชันแต่ละตัวจะทำงานโดยมีไฟล์ต่างๆ
ที่เป็นส่วนประกอบนับร้อยไฟล์
ดังนั้นบนฮาร์ดดิสก์ของคุณจึงมีไฟล์ต่างๆ
กระจายอยู่อย่างน้อยก็นับหมื่นไฟล์ทีเดียว
พื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูลนั้นจะถูกจัดเรียงอยู่บนตำแหน่งต่างๆ
ที่ถูกแบ่งเป็นแทร็ก (Track) และเซ็กเตอร์ (Sector)
ดังนั้นข้อมูลเอกสารหรือไฟล์ต่างๆ ทั้งหมด
ก็จะถูกนำไปเก็บอยู่ในเซ็กเตอร์ซึ่งอาจจะเก็บได้พอในเซ็กเตอร์เดียว
หรืออาจจะต้องใช้พื้นที่หลายเซ็กเตอร์ในการเก็บไฟล์ข้อมูลหนึ่งไฟล์
(เซ็กเตอร์เปรียบเสมือนตู้สำหรับบรรทุกสินค้าที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลนั่นเอง)
โดยบริเวณที่เป็น System Area จะมีการจัดวางโครงสร้าง
หรือกำหนดตำแหน่งที่ใช้สำหรับการอ้างอิงถึงพื้นที่ของเซ็กเตอร์และแทร็ก
ต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลต่างๆ
ที่ถูกเก็บอยู่ในเซ็กเตอร์ก็จะถูกอ้างอิงด้วยตำแหน่งเฉพาะของแต่ละเซ็กเตอร์ด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะมีตารางสำหรับเก็บข้อมูลตำแหน่งต่างๆ อยู่บนพื้นที่
System Area โดยจะถูกเรียกว่า File Allocation Table (FAT)
ซึ่งจะทำหน้าที่ในการบันทึกว่ามีข้อมูลชิ้นใดถูกเก็บอยู่ในตำแหน่งใดของฮาร์ดดิสก์
ดังนั้น
เมื่อคุณต้องการที่จะเปิดเอกสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมา
ระบบปฏิบัติการวินโดว์สจะเริ่มต้นไปค้นหาข้อมูลจาก FAT
ก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อพบกับชื่อไฟล์ที่ระบุอยู่ใน FAT
แล้ว
ก็จะมองหาตำแหน่งแรกบนฮาร์ดดิสก์ที่ถูกใช้สำหรับเก็บไฟล์นั้น
แล้วจึงไปถึงไฟล์ข้อมูลจากตำแหน่งนั้นโดยตรงเพื่อนำข้อมูลส่งไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหลักก่อนที่จะถูกนำไปประมวลผลและแสดงผลบนจอภาพ
หากไฟล์ที่ถูกเปิดขึ้นมามีขนาดใหญ่และกินพื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าหนึ่งเซ็กเตอร์
FAT ก็จะมีการบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมไว้ด้วยว่าส่วนอื่นๆ
ของไฟล์นั้นถูกบันทึกไว้ในตำแหน่งใด
หากมีปัญหา System Area (และ FAT) เกิดความเสียหายขึ้น
หัวอ่านจะไม่สามารถรู้ว่า
ไฟล์ข้อมูลที่แท้จริงนั้นถูกเก็บไว้ในพื้นที่ใดของฮาร์ดดิสก์
แต่ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ทั้งหมดนั้นจะยังคงอยู่ในพื้นที่เดิม
เพียงแต่คุณไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะ System Area
เกิดความเสียหายเท่านั้น
ความเสียหายในลักษณะดังกล่าวนี้
จะถูกเรียกว่าความเสียหายแบบโลจิคอล
ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่ร้ายแรงเหมือนความเสียหายทางด้านกายภาพ
ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้ซอฟต์แวร์พิเศษบางชนิดในการกู้ข้อมูลต่างๆ
กลับคืนมาได้ โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะทำการอ่านข้อมูลในทุกๆ
เซ็กเตอร์ แล้วสร้างรายการข้อมูลทั้งหมดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ
หากไฟล์ข้อมูลบางไฟล์ถูกแบ่งเก็บอยู่ในหลายเซ็กเตอร์แล้ว
ซอฟต์แวร์สำหรับกู้ข้อมูลจะไม่สามารถรวมไฟล์เหล่านั้นมาไว้เป็นไฟล์เดียวกันได้
ดังนั้น ไฟล์ข้อมูลของคุณอาจจะถูกแสดงอยู่ในชื่อ 1.doc,
2.doc, 3.doc (หากข้อมูลที่กู้เป็นไฟล์เอกสารเวิร์ด)
ซึ่งคุณจะต้องตรวจสอบส่วนต่างๆ
ของไฟล์ที่ถูกกู้คืนมาด้วยตัวเอง แล้วจึงนำส่วนต่างๆ
ของไฟล์มารวมกันเป็นไฟล์เดียวอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนต่างๆ
เหล่านี้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน
ขั้นรุนแรง : ความเสียหายทางกายภาพและโลจิคอล
สำหรับเหตุผลที่สามที่ทำให้ข้อมูลเกิดความเสียหายนั้น
อาจมีสาเหตุมาจากความเสียหายร่วมกันทั้งทางกายภาพและโลจิคอลซึ่งจะมีพื้นที่บางส่วนเสียหาย
กล่าวคือ
เซ็กเตอร์บางส่วนอาจเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้า
ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการอ่าน-เขียนข้อมูล
หรือการถอด-ประกอบฮาร์ดดิสก์
โดยข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในส่วนของเซ็กเตอร์ที่เสียหายนั้นจะสูญหายไปอย่างถาวร
ซึ่งซอฟต์แวร์บางชนิดสามารถตรวจสอบพื้นที่เสียหาย
และสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่อาจทำให้คุณรู้ว่า
ฮาร์ดดิสก์ของคุณอาจจะมีพื้นที่บางส่วนเสียหายก็คือ
เมื่อคุณเปิดเครื่องแล้วระบบปฏิบัติการวินโดว์สจะรันโปรแกรม
ScanDisk อยู่เป็นประจำนั่นเอง
คุณสามารถใช้ยูทิลิตี้ CHKDSK
เพื่อทำการปิดกั้นพื้นที่เสียหายดังกล่าวไว้ไม่ให้สามารถเข้าถึงได้อีก
แต่หากฮาร์ดดิสก์ของคุณมีพื้นที่เสียหายอยู่เป็นจำนวนมาก
CHIP แนะนำว่าควรเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่เลยจะดีกว่า
ปัญหาพื้นที่เสียหายบนฮาร์ดดิสก์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
แต่คุณสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้
โดยการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างถูกวิธี โดยการคลิกปุ่ม
Shut Down รวมทั้งควรจะมีอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ากระชากและไฟตก
(UPS with Stabilizer) ไว้ใช้งานด้วย
คุณรู้หรือไม่?
ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใช้ทั่วไปมักเข้าใจว่าเมื่อไฟล์ข้อมูลใดๆ
ถูกลบไปแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจะสูญหายไปในทันที
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลต่างๆ
เหล่านั้นจะยังคงถูกเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสก์
เพราะการทำงานที่แท้จริงนั้น เมื่อคุณทำการลบไฟล์ใดๆ
ออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็นเพียงแค่การลบข้อมูลที่
Disk Index เก็บไว้เท่านั้น หมายความว่า
พื้นที่ที่ใช้สำหรับเก็บไฟล์ดังกล่าวนั้น
พร้อมที่จะให้นำข้อมูลอื่นๆ มาเก็บทับบริเวณดังกล่าวได้
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะถูกเรียกว่า “Overwriting”
ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้ซอฟต์แวร์พิเศษบางตัวในการกู้ข้อมูลเหล่านั้นคืนมาได้
และเช่นเดียวกัน คุณก็สามารถจะกู้ข้อมูลไฟล์ต่างๆ
จากฮาร์ดดิสก์ที่ถูกฟอร์แมตคืนมาได้เช่นกัน
โปรแกรมสำหรับป้องกันข้อมูลสูญหาย
ปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับการกู้ข้อมูลจากหลายผู้ผลิตหลายราย
ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการได้หลากหลาย
ดังนั้น หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สเอ็กซ์พีอยู่
ก็จะต้องเลือกใช้เวอร์ชันสำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พีด้วยโปรแกรมจึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
สำหรับระบบปฏิบัติการอื่นๆ
ที่มักจะมีโปรแกรมดังกล่าวให้เลือกใช้งานได้ไม่ยากนัก
ก็ได้แก่ Linux, Unix และ Novell
โปรแกรมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน
โดยใช้สำหรับการป้องกันหรือการแก้ไขปัญหาในลักษณะที่คุณไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้
ซึ่งอาจมีข้อจำกัดบางส่วน เช่น
หากเกิดความเสียหายทางด้านกายภาพหรือแผ่นจานแม่เหล็กเสียหายก็อาจจะไม่สามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้อีก
ก่อนเสียหาย :
โปรแกรมในกลุ่มนี้จะใช้สำหรับการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฮาร์ดดิสก์
โดยโปรแกรมจะทำการคัดลอกข้อมูลของ Disk Index
ซึ่งถูกเก็บไว้ในพื้นที่ของไฟล์ระบบ (System Area)
แล้วนำข้อมูลที่คัดลอกไปเก็บสำรองไว้ในพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล
(Data Area) ด้วย หากพื้นที่ไฟล์ระบบเกิดความเสียหาย
โปรแกรมจะทำการดึงข้อมูลที่ได้นำไปเก็บไว้ในพื้นที่ไฟล์ข้อมูลมาใช้งานและสร้างไฟล์
Disk Index กลับคืนขึ้นมาใหม่ได้
หลังเสียหาย (การกู้ข้อมูล) :
ใช้ในกรณีที่ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลหรือระบบปฏิบัติการได้อีกต่อไป
ซึ่งโปรแกรมในกลุ่มนี้จะใช้สำหรับการกู้ข้อมูลที่สูญหายโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเสียหายทางด้านกายภาพของแผ่นจานแม่เหล็ก
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
ข้อมูลจะยังถูกเก็บอยู่บนจานแม่เหล็ก
แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะไฟล์ Disk Index
เกิดความเสียหาย เป็นต้น
แบ็กอัพ :
โปรแกรมในกลุ่มนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน
โดยโปรแกรมจะทำหน้าที่ในการแบ็กอัพข้อมูลทั้งฮาร์ดดิสก์ให้โดยอัตโนมัติแล้วเก็บไว้ในสื่อบันทึกอื่นๆ
เช่น ดีวีดี หรือฮาร์ดดิสก์ตัวอื่น เป็นต้น
ดังนั้นหากมีปัญหาข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์เสียหาย
ก็สามารถนำข้อมูลที่ถูกก๊อปปี้ไว้กลับมาใช้งานได้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ
เกี่ยวกับโปรแกรมป้องกันข้อมูลและกู้ข้อมูล
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์
www.ontrack.com, www.stellarinfo.co.in หรือ
www.acronis.com
วิธีการตรวจหาพื้นที่ดิสก์เสียหาย
ถึงแม้จะมีโปรแกรมต่างๆ
จำนวนมากที่สามารถแสดงให้คุณเห็นถึงสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ได้
แต่หากไม่ต้องการใช้โปรแกรมอื่นๆ ที่ต้องไปหาเพิ่มเติมมา
ระบบปฏิบัติการวินโดว์สเองก็มียูทิลิตี้ให้ใช้งานได้
โดยมีชื่อว่า Windows Scandisk (คลิกปุ่ม Start -> All
Programs -> Accessories -> System Tools) หรือโปรแกรม
CHKDSK (Check Disk) เดิมนั่นเอง
สำหรับการใช้งาน CHKDSK ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ที่หน้าเดสก์ทอป คลิกปุ่ม Start -> Run
2. พิมพ์คำสั่ง command ในช่อง run แล้วคลิกปุ่ม OK
หรือกดปุ่ม [Enter]
3. ในหน้าต่าง DOS ให้พิมพ์คำสั่ง chkdsk แล้วกดปุ่ม
[Enter]
4. หลังจากที่มีการสแกนฮาร์ดดิสก์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
CHKDSK จะแสดงรายงานให้ทราบ ให้มองหาคำว่า “bad sectors”
ที่อยู่ในรายงาน
ซึ่งจะมีตัวเลขแสดงพื้นที่ที่เสียหายระบุไว้
หากมีพื้นที่ที่เสียหายอยู่บนฮาร์ดดิสก์ CHKDSK
สามารถที่จะซ่อมแซมพื้นที่ดังกล่าวนั้น
โดยการปิดกั้นไม่ให้เข้าไปใช้งานพื้นที่ดังกล่าวอีก
ซึ่งวิธีการสั่งให้ทำการแก้ไขนั้น ให้พิมพ์คำสั่ง
“chkdsk/f”
เมื่อ CHKDSK
แสดงหน้าต่างรายงานผลและดูข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ให้พิมพ์คำสั่ง “exit” และกดปุ่ม [Enter]
เพื่อกลับสู่วินโดว์ส
รู้จักกับ Clean Room
ด้วยเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงและสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมเป็นอย่างดี
Clean Room
จึงถูกปิดกั้นไว้ไม่ให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
นอกจากนี้แล้ว วิศวกรที่เข้าไปทำงานใน Clean Room
ก็จะต้องสวมใส่ชุดพิเศษ รองเท้า เสื้อคลุม หน้ากาก
และหมวกคลุม
เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นผงที่ติดอยู่บนร่างกายและเสื้อผ้าทำให้เกิดความไม่บริสุทธิ์ในพื้นที่ที่ถูกควบคุม
เพื่อให้มั่นใจว่า Clean Room
มีมาตรฐานและคงความสะอาดอยู่ได้เสมอ Clean Room
จึงต้องใช้มาตรฐานในระดับสากล ตัวอย่างเช่น ใบรับรอง
“Class-100” ซึ่งหมายถึงการรับรองว่า
จะต้องมีชิ้นส่วนของฝุ่นผงที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.5 ไมครอน
ไม่เกิน 100 ชิ้นต่อพื้นที่ 1 ลูกบาศก์ฟุต ดังนั้น
พื้นที่ของ Clean Room
จึงต้องมีการใช้อุปกรณ์สำหรับกรองอากาศและกรองฝุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง
และเครื่องมืออื่นๆ ที่จำเป็นเพิ่มเติม
เพื่อให้มั่นใจว่าแผ่นจานฮาร์ดดิสก์จะต้องสะอาดอยู่เสมอ
เนื่องจากแผ่นจานฮาร์ดดิสก์นั้นมีความไวต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
เทคนิคการป้องกันการสูญเสียข้อมูล
1. ไม่ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในทันทีทันใด
แต่ให้ปิดเครื่องโดยใช้เครื่องมือของวินโดว์ส (Start ->
Turn Off Computer)
2. เพื่อป้องกันความเสียหายของฮาร์ดดิสก์ที่อาจจะเกิดขึ้น
ให้ระมัดระวังการเคลื่อนย้ายที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
เช่น หากคุณเปิดใช้งานโน้ตบุ๊กอยู่และต้องมีการเคลื่อนที่
ให้ค่อยๆ เคลื่อนด้วยความระมัดระวัง
3. ทำการรันยูทิลิตี้ Windows Disk Defragmenter
อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง
ซึ่งจะทำให้สามารถกู้ข้อมูลที่เสียหายคืนมาได้ง่ายขึ้น
4. หากฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหาย
หรือถูกฟอร์แมตโดยไม่ได้ตั้งใจ
อย่าเพิ่งทำการคัดลอกไฟล์ใดๆ หรือทำการติดตั้งโปรแกรมลงไป
ไม่เช่นนั้นแล้ว การกู้ข้อมูลกลับมาจะทำได้ยากขึ้น
5.
ติดตั้งโปรแกรมสำหรับการป้องกันข้อมูลเสียหายไว้ล่วงหน้า
ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะทำการคัดลอกพื้นที่ System Area
เก็บไว้ จะทำให้สามารถกู้ข้อมูลที่เสียหายคืนมาได้ง่ายขึ้น
6. หากคอมพิวเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบพบฮาร์ดดิสก์
หรือวินโดว์สไม่เริ่มต้นทำงาน ให้ตรวจสอบสายสัญญาณและสายไฟ
ลองถอดและต่อเข้าไปใหม่อีกครั้ง
7. ห้ามเปิดหรือถอดส่วนประกอบใดๆ ของฮาร์ดดิสก์
เพราะฝุ่นผงอาจเข้าไปทำลายฮาร์ดดิสก์ได้
8.
ห้ามวางอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสนามแม่เหล็กหรืออุปกรณ์อื่นๆ
ที่มีแม่เหล็กเป็นส่วนประกอบ (เช่น ลำโพง)
ใกล้กับฮาร์ดดิสก์
9.
ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูล
10.
ทำการแบ็กอัพข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ในแผ่นซีดีหรือฮาร์ดดิสก์ตัวอื่นด้วย
โดยแนะนำให้ทำการแบ็กอัพข้อมูลเอกสารที่จำเป็นอยู่เป็นประจำ
11.
ปัญหาในเรื่องของกระแสไฟฟ้าอาจทำให้ข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์สูญหายได้
ให้ใช้อุปกรณ์สำหรับการป้องกันไฟตกหรือไฟกระชากเช่น UPS
ที่มีวงจรป้องกัน
12.
เลือกซื้อโน้ตบุ๊กที่มีระบบป้องกันการกระแทกฮาร์ดดิสก์ด้วย
13. รันยูทิลิตี้ Windows Scan Disk
อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อตรวจสอบพื้นที่เสียหายบนฮาร์ดดิสก์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.vbt.co.th/ |